งานประเพณีประจำปี

พิธีลอยเคราะห์

พิธีลอยเคราะห์ เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งของชาวไทยทางภาคใต้ ซึ่งอยู่ติดกับทะเล โดยนำแบบอย่างของชาวฮินดูในประเทศอินเดียในสมัยพุทธกาลมาใช้ ซึ่งนั่นก็คือพิธีล้างบาป ของศาสนาพราหมณ์

จากหนังสือพิธีกรรมต่างๆ แห่งวัดสวนโมกข์ (พระสมโชคแห่งวัดเขาเล่ห์) เป็นผู้บอกกล่าวและจากสำนักอื่นๆ ที่พอจะเชื่อถือได้ครั้งหนึ่งในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 ซึ่งเป็นวันมาฆบูชาพระพุทธเจ้าได้แสดงโอวาทปาติโมกข์ ในที่ประชุมสงฆ์ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพระอรหันต์ จำนวน 1,250 รูป ซึ่งล้วนมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยมิได้นัดหมาย ซึ่งนับเป็นความอัศจรรย์ยิ่งนัก ความทราบไปถึงพวกฮินดูซึ่งนับถือศาสนาพราหมณ์ ก็คิดที่จะประกอบพิธีบูชาเทพเจ้าแห่งศาสนาของตนในวันดังกล่าวด้วย นั่นคือพิธีบูชาพระศิวะ โดยจัดพิธีในตอนกลางคืนของวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 เช่นกันพราหมณ์เรียกพิธีนั้นว่า พิธีศิวะราตรี (ศิวะ + ราตรี) คือ การบูชาพระศิวะในตอนกลางคืน โดยประกอบพิธีริมแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนจะลงไปอาบน้ำ ดื่มกินน้ำในแม่น้ำคงคาซึ่งพวกฮินดูถือว่าจะได้บุญยิ่ง ความเจ็บไข้ เคราะห์ร้ายต่างๆ ก็หายไป

ตามหลักฐานการเข้าสู่เมืองไทยของศาสนาพุทธ บอกว่าศาสนาพุทธเข้าสู่เมืองไทยทางตอนใต้ของประเทศ นั่นคือเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งสมัยนั้นมีชื่อว่าเมือง ตามะลิงค์ หรือ ตามพรลิงค์ เป็นเมืองที่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองยิ่งเป็นที่แรก

โดยที่ศาสนาพุทธเดิมเกิดจากประเทศอินเดีย ฉะนั้นเมื่อศาสนาพุทธเข้าสู่ประเทศไทย ก็นำเอาอารยธรรมต่างๆ ของอินเดียเข้ามาด้วยโดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์ โดยที่เราไม่ทราบว่ามีพิธีกรรมอันไหนเป็นของพุทธ อันไหนเป็นของพราหมณ์  เช่น พิธีโกนจุก แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ พิธีศพ การไหว้พระภูมิเจ้าที่ ฯลฯ ซึ่งพิธีเหล่านั้นเป็นของพราหมณ์ แต่เวลาประกอบพิธีส่วนมากจะมีพระสงฆ์เป็นผู้ประกอบพิธีให้คำว่า “เคราะห์” (พราหมณ์) ตรงกับพุทธ คำว่า “อุปัทวะ” คือสิ่งที่คอยทำให้ขัดข้อง ขุ่นมัว มัวหมอง เลวร้าย

การลอยเคราะห์ ก็คือการนำสิ่งไม่ดีทั้งหลายทั้งปวง ออกจากร่างกาย ครอบครัว หมู่บ้านโดยเชิญท่านผู้รู้เช่น พราหมณ์ พระภิกษุผู้รู้ มาสาธยายมนต์เพื่อขับไล่สิ่งอัปมงคลทั้งหลายออกไป

ชาวสมุยได้นำพิธีกรรมนี้มาจากนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นของพราหมณ์ที่ปะปนมากับศาสนาพุทธในตอนศาสนาเข้าสู่ประเทศ โดยเหตุที่เดิมขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราช ประเพณีวัฒนธรรมต่างๆ จึงหลั่งไหลเข้าสู่เกาะสมุยด้วย

พิธีลอยเคราะห์ของชาวสมุย สมัยก่อนนิยมประกอบพิธีในเดือนเมษายน หรือพฤษภาคม เพราะเป็นฤดูแล้ง สถานที่ประกอบพิธีส่วนมากจะเป็นสถานที่ใกล้ๆ ชายทะเล ทุกแห่งจะปลูกศาลา (ศาล) ไว้ 1 หลัง เรียกว่าศาลพ่อตา คือที่ประทับของเทวดาผู้คุ้มครองหมู่บ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข ปลอดภัยจากโรคร้ายและอัปมงคลทั้งปวง บางหมู่บ้านที่อยู่ไกลทะเลก็นิยมปลูกศาลา (ศาล) ไว้กลางทุ่งนา ซึ่งเรียกว่าศาลพ่อตาเช่นกัน

พิธีทำบุญลอยเคราะห์ จะจัดร่วมกับพิธีทำบุญศาลาพ่อตา หรือที่เรียกกันว่า ทำบุญหน้าบ้าน การประกอบพิธี ในตอนกลางคืนนิมนต์พระสงฆ์เจริญพุทธมนต์ มีมโนราห์แสดงรุ่งเช้าชาวบ้านจะทำอาหารไปถวายพระ จากนั้นจึงประกอบพิธีลอยเคราะห์ขั้นตอนแรกมโนราห์ตัวนายโรงจะประกอบพิธีฉีกเหมรย (จำเลย) คือสิ่งที่ชาวบ้านบนบานต่อเทวดาผู้คุ้มครองหมู่บ้าน (พ่อตา) ว่าตั้งแต่นี้ต่อไปสิ่งที่บนบานเอาไว้ขอให้ขาดหายต่อกัน โดยให้นายโรงมโนราห์เป็นคนฉีกเหมรยโดยการใช้มีดดาบประกอบพิธีท่ารำแล้วแทงลงที่ห่อเหมรยที่ผูกไว้ที่เสาต้นกลางหน้าศาลพ่อตา ก็เป็นอันว่าพิธีฉีกเหมรยก็เสร็จจากนั้นถ้าเป็นหมู่บ้านชายทะเล ก็จะมีพิธีลอยเคราะห์ต่อไป โดยจะทำเป็นเรือหรือแพเล็กๆใช้เสื่อใบลานเป็นใบเรือหรือแพเพื่อที่จะได้นำเรือหรือแพออกจากฝั่ง โดยชาวบ้านจะนำข้าวสารอาหารแห้งอย่างละนิดละหน่อย ตัดเล็บมือเล็บเท้า เส้นผม เสื้อผ้า เศษเงินลงในเรือเคราะห์ โดยจะนำเรือเคราะห์ลงสู่ทะเลลึกที่มีกระแสน้ำเชี่ยวเพื่อป้องกันไม่ให้เรือเคาะห์กลับสู่ฝั่ง ผู้เขียนจำได้ว่าสมัยก่อนประมาณ 50 -60 ปีมาแล้ว ผู้นำเรือเคราะห์สู่ทะเลจะแต่งตัวนุ่งขาวห่มขาวแบบพราหมณ์ ขณะนำเรือเคราะห์ออกจากฝั่งก็จะมีสวดสาธยายมนต์ เพื่อขับสิ่งชั่วร้ายออกจากหมู่บ้าน โดยความหมายว่าให้ลอยไปกับเรือเคราะห์ลำนั้น

บทสวดมนต์ที่นำมาสาธยาย มี อาทิ บทชุมนุมเทวดา บทสัมพุทเธ นะโมการะอัฎฐะกะ กะระณียะ เมตตะสุตตัง บทบูชาคุณ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โพชฌังคะปะริตตัง ฯลฯ

เมื่อนำเรือเคราะห์ออกสู่ทะเล และจบบทสาธยายมนต์ก็เป็นอันว่าพิธีลอยเคราะห์จบลง ชาวบ้านก็จะนำน้ำพระพุทธมนต์ในพิธีมาดื่มกิน ลูบหน้า ชุบศีรษะ ถือว่าเป็นมงคลแก่ตนเอง พิธีนี้จะมีอีกใน 1 ปีข้างหน้า

ปัจจุบัน พิธีทำบุญหน้าบ้านยังมีอยู่ แต่พิธีลอยเคราะห์เกือบจะหมดไปจะมีก็แต่ตำบลแม่น้ำ ซึ่งก็เพียงบางหมู่บ้านเท่านั้นเป้นที่น่าเสียดายว่าพิธีนี้จะหมดไปจากแผ่นดินสมุย จึงควรที่จะทำการฟื้นฟูเพื่อสืบสานวัฒนธรรมท่ดีงามที่บรรพบุรุษเคยปฎิบัติสืบต่อกันมาให้คงอยู่สืบไป

หมายเหตุ การทำบุญหน้าบ้านหรือทำบุญศาลาพ่อตา นิยมประกอบพิธีในวันเสาร์หรือวันอังคาร

ประเพณีการชักพระของเกาะสมุย

การชักพระเป็นประเพณีหนึ่งที่ชาวสมุยได้กระทำ สืบต่อกันมานานแล้ว ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเริ่มตั้งแต่ปีไหน แต่เมื่อได้เห็นเรือพนมพระตามวัดเก่าแก่แล้ว ทำให้คิดว่าจะมีประเพณีชักพระตั้งแต่ชุมชนเริ่มมีวัด แล้วประเพณีหลายอย่างก็เกิดตามมา เช่น ประเพณีทำบุญนัวนเข้าพรรษา วันออกพรรษา ซึ่งวันออกพรรษานี้เกี่ยวข้องกับการชักพระโดยตรง

ตามตำนานพุทธประวัติได้กล่าวถึงการที่ พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพุทธมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในพรรษาที่ 7 เมื่อเทียบกับเวลาโลกมนุษย์สามเดือน ก็เท่ากับบนสวรรค์ชั่วครู่หนึ่งเท่านั้น เมื่อพระพุทธองค์ออกพรรษาแล้วก็เสด็จกลับยังโลกมนุษย์ที่เมืองสังกัสสะ มีเทวดาตามส่งเสด็จและชาวบ้านชาวเมืองไปต้อนรับในวันนั้นมากมาย วันนี้ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11

ประเพณีชักพระจึงเกิดขึ้นจากตำนานตอนที่ว่า นี้ พอถึงวันออกพรรษาบรรดาวัดวาอารามต่างๆ ก็จัดตกแต่งพระนำพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานแห่แหนไปในที่ต่างๆ บางวัดแห่วันเดียวก็กลับวัด บางวัดก็มีการนำเรือพระไปค้างคืนที่ในหมู่บ้านหรือสถานที่ที่กำหนดไว้เป็น ประจำ กลางคืนมีการเจริญพระพุทธมนต์ และมีมหรสพสมโภช รุ่งขึ้นก็แห่พระกลับวัด การแห่เรือพระนี้เป็นการชักพระจริงๆ คือมีสายหวายขนาดใหญ่ผูกกับเรือพระข้างซ้าย – ขวา แล้วให้ประชาชนชักไปข้างหน้าทั้ง 2 เส้น เรือพระ เป็นโครงสร้างของไม่ขนาดใหญ่และไม่มีล้อเลื่อนใดๆมาประกอบ เพราฉะนั้นจึงหนักมากต้องใช้คนชักเป็นจำนวนสิบๆ คนขึ้นไป และรองเอาน้ำใต้อาสน์พระมาดื่มกินและชุบศีรษะ ถือเป็นมงคงชีวิตประการหนึ่ง
ในบางท้องที่บางตำบล มีการชักพระทางน้ำ เมื่อก่อนมีที่ตำบลเกาะพงัน ซึ่งยังขึ้นกับอำเภอเกาะสมุยในขณะนั้น และที่บ้านปลายแหลม ตำบลบ่อผุด เท่านั้น ส่วนที่อื่นไม่ปรากฎเพราะสภาพทางภูมิศาสตร์ไม่อำนวย

สถานที่ทั้งสองแห่งที่กล่าวถึงนี้ จะเปลี่ยนวันชักพระจากวันแรม 1 ค้ำ เดือน 11 มาเป็นแรม 8 ค่ำ เดือน 11  เพราวันนั้นเป็นวันที่น้ำทะเลขึ้นสูงเต็มฝั่ง ปรากฎตามเพลงชักพระที่ว่า “เดือนสิบเอ็ดเดือนแปดแสงแดดเรืองเรือง ชาวเมืองถ้วนหน้าชักพระเรือ” การชักพระเรือนี้ การประดับเรือพระจะใช้เรือขนาดกลาง 2 ลำมาผูกติดกันเป็นแพขนาน แล้วตั้งพนมพระนำพระพุทธรูปมาประดิษฐาน ใช้สายเชือกยาวมาก ผุกหัวเรือให้ประชาชนนำเรือมาเทียบแล้วพายชักพระไปในทะเล ซี่งภาษาถิ่นเรียกว่า “ในนา” คือน้ำไม่ลึกมากนัก เมื่อแรกจัดเรือเท่าที่จำได้มีเรือมาเข้าขบวนเป็นจำนวนมาก คือบรรดาเรือพายในท้องถิ่นนั้นจะมาเข้าร่วมขบวนกันหมด ไม่เหลือแม้แต่ลำเดียว การแต่งกายก็ประกวดประชันกันเต็มที่ ส่วนมากประเภทสตรีจะแต่งลำละสี ว่าเพลงเกี้ยวกันเป็นที่สนุกสนาน และมีข้อบัญญัติพิเศษสำหรับการชักพระนี้อยู่ว่า การขว้างปาสาหร่ายทะเลของหนุ่มสาวประกอบการว่าเพลงชักพระไม่เป็นการผิดศีล ธรรม คือใครจะขว้างปาสาหร่ายทะเลในสายพระเขาจะไม่ถือกัน ทำได้เต็มที่ ต่อมาการชักพระทางเรือได้วิวัฒนาการจากทะเลขึ้นฝั่ง มีการประกวดต่างๆ เพิ่มขึ้น มีผู้คนมากขึ้นจึงไม่มีใครปรารถนาจะลงทะเลเลย เรือพระก็อยู่แต่เรือพระ คนก็อยู่ส่วนคน รากรอยเดิมไม่ค่อยมี เหลือให้เห็นเช่นเดียวกับการชักพระทางบก เวลานี้สายหวายใหญ่ที่ลากเรือพระแบบเดิมก็ไม่มีหลงเหลือให้เห็น  มีแต่เรือพระซึ่งประดิษฐ์ตบแต่งอยู่บนรถยนต์ นำไปประกวดประชันกันเพื่อรับรางวัลชนะเลิศ รองชนะเลิศ ตามลำดับ คิดว่าต่อไปข้างหน้าคำว่า ชักพระ คงจะเลือนหายไป ส่วนคำที่ใช้แทนคำว่า ชักพระ นั้น อนุชนรุ่นหลังเขาคงกำหนดเอง คงไม่จำเป็นต้องไปกำหนดให้เขาล่วงหน้าแต่อย่างใด

ประเพณี รับ – ส่ง ตายาย

ทางภาคใต้มีประเพณีที่ยิ่งใหญ่อีกพิธีหนึ่ง คือ พิธี “สารทเดือนสิบ” พิธีนี้จัดได้ว่าถูกต้องและยิ่งใหญ่ที่มืองนครศรีธรรมราช ส่วนชาวภาคใต้ทั่วไป ได้จัดพิธีนี้เช่นกัน แต่เรียกว่า “งานทำบุญเดือนสิบ” ส่วนที่สมุยเรียกพิธีนี้ว่า “วันรับส่งตา – ยาย” ประเพณี สารทเดือนสิบ เป็นประพเณีที่ได้รับมาจากอินเดียเหมือนกับประเพณีอีกหลายๆ อย่าง ที่ชาวใต้รับมา ทั้งนี้เพราะชาวภาคใต้ติดต่อกับอินเดียมานาน ก่อนดินแดนส่วนอื่นของประเทศไทย วัฒนธรรมและอารยธรรมของอินเดียส่วนใหญ่จึงถ่ายทอดมายังชาวภาคใต้เป็นแหล่ง แรก โดยเฉพาะนครศรีธรรมราช

ในศาสนาพราหมณ์มีพิธีอยู่พิธีหนึ่งเรียกว่า “เปตพลี” เป็นพิธีจัดขึ้นเพื่ออุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว พิธีกลายเป็นประเพณีปฎิบัติต่อกันมาก่อนพุทธกาล เมื่อถึงสมัยของพระพุทธองค์ทรงเห็นว่าพิธีนี้มีคุณค่าควรจะรักษาไว้ จึงทรงอนุญาตให้อุบากสอุบาสิกา กระทำต่อไปตราบถึงปัจจุบัน
ในสมัยพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสาร ได้ทรงประกอบพิธีปุพพเปตพลี คือ พิธทำบุญอุทิศส่วนบุญให้แก่บรรพบุรุษ ผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยกราบทูลเชิญพระศาสดาพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ ไปทรงอังคาร (ฉันอาหาร) ในพระราชวัง เมื่อฉันภัตตาหารเสร็จ พระเจ้าพิมพิสารได้ถวายเครื่องไทยธรรมต่างๆ แก่ภิกษุสงฆ์ แล้วกล่าวอุทิศส่วนบุญกุศลไปให้พระญาติผู้ล่วงลับไปแล้วมีพระราชบิดา – มารดา เป็นต้น พระพุทธองค์ และพระภิกษุสงฆ์ทรงรับอนุโมทนา ซึ่งหมายความว่าคำอุทิศของพระเจ้าพิมพิสารในครั้งนั้น บรรพบุรุษของพระองคืที่ล่วงลับไปแล้ว ต่างก็ด้รับส่วนบุญโดยทั่วกัน

เมื่อพระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทย พิธีกรรมต่างๆ ของพราหมณ์ ซึ่งเป็นวัฒนธรรของชาวอินเดีย เช่นพิธีเปตพลีที่กล่าวถึง ก็เข้ามาสู่ประเทศไทยทางตอนใต้ของประเทศด้วย นั้นก็คืพิธีสารทเดือนสิบ หรือ พิธีทำบุญเดือนสิบ หรือพิธีรับ – ส่ง ตายาย ของชาวสมุยที่กล่าวมานี้เอง
ชาวพุทธทางภาคใต้มีความเชื่อว่า เมื่อได้ประกอบพิธีนี้แล้ว บรรพบุรุษ ซึ่งมีพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตายาย ตลอดญาติ ๆ ที่ล่วงลับไปแล้ว จะได้รับส่วนบุญส่วนกุสล แม้ดวงวอญญาณ ตกทุกข์ได้ยากอยู่ในนรกขุมใดก็จะพ้นทุกข์ ที่มีความสุขอยู่แล้ว ก็จะรับสุขยิ่งๆขึ้นไป ดังเป็นที่ทราบกันแล้วว่าสายการปกครองของ เกาะสมุยเดิมขึ้นอยู่กับเมืองนครศรีธรรมราช วัฒนธรรมประเพณี หรือพิธีกรรมต่างๆ จึงนำแบบอย่างของเมืองนครศรีธรรมราชมาใช้
คำว่า “สารท” เป็นภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต เขียนว่า “ศารท” แปลหรือมีความหมายเป็นไทยว่าเกิดในฤดูใบไม้ร่วง หรือเทศกาลทำบุญเดือนสิบ เหตุผล การจัดงานเทศกาลเดือนสิบ ตามความเชื่อในพุทธศาสนา เชื่อว่าในปลายเดือนสิบนั้น ปู่ ย่า ตายาย และญาติที่ล่วงลับไปแล้ว โดยเฉพาะผู้มีบาปมาก จะตกนรก ซึ่งเรียกว่า เปรต จะได้รับการปล่อยตัวจากพยายม หรือยมบาล เพื่อให้ขึ้นมาพบญาติพี่น้อง และลูกหลานของตนในเมืองมนุษย์ในวันแรม 1 ค่ำ เดือนสิบ และให้กลับไปอยู่ในนรกดังเดิม ในวันแรม 15 ค่ำ เดือนสิบ เป็นเวลาที่ขึ้นมาอยู่ในเมืองมนุษย์ 15 วัน ด้วยเหตุนี้เองญาติๆ ในเมืองมนุษย์จึงจัดหาอาหารต่างๆ ไปเลี้ยงดู โดยทำอาหารไปถวายพระแล้วจึงอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ดังเช่นพระเจ้าพิมพิ สารประกอบพิธีในสมัยพุทธกาล

ในวันแรมหนึ่งค่ำชาวนครศรีฯ เรียกว่าวันหมรับเล็ก ชาวสมุยเรียกว่าวันรับตายาย วันแรม 15 ค่ำ ชาวนครศรีฯ เรียกว่า วันหมรับใหญ่ ชาวสมุยเรียกว่าวันส่งตายาย คำว่า หมรับ ภาษาบาลีน่าจะตรงกับคำไทยว่า สำรับ หมายถึงภาชนะรองรับสำหรับบรรจุสิ่งของต่างๆ ลงไป เช่นเดียวกับคำว่า เหมรย ซึ่งน่าจะตรงกับคำไทยว่า จำเลย คือคำสัญญาที่ผูกมัดว่าจะต้องปฎิบัติ หรือผู้ที่ไม่ปฎิบัติตามกฎข้อบังคับ การจัดหมรับ หรือสำรับ ทางนครศรีธรรมราช สมัยก่อนใช้ภาชนะ ซึ่งเป็นกระบุงทรงเตี้ย สานด้วยตอกไม้ ระยะหลังเพื่อความสะดวก อาจจะใช้กระจาด ถาด กะละมัง กระเชอ ส่วนทางสมุยก็ใช้ภาชนะเช่นเดียวกันวิธีจัดหมรับหรือสำรับ ชั้นแรกจะใช้ข้าวสารรองก้น ชั้นต่อมาใช้เครื่องปรุง มีหอม กระเทียม พริก เกลือ น้ำตาล ฯลฯ ชั้นต่อไป จำพวกอาหารแห้ง เช่นปลาเค็ม เนื้อเค็ม พืชผักที่เก็บไว้ได้นานๆ เช่น มะพร้าว ฟัก อ้อย  ข้าวโพด ตะไคร้ และของใช้ประจำวัน เช่น ไม้ขีดไฟ กะทะ ถ้วยชาม เข็ม ด้าย ตลอดของใช้ในเชี่ยนหมาก เช่น หมากพลู กานพลู การบูร พิมเสน ปูน ยาเส้น บุหรี่ ธูปเทียน ตลอดจนยาสามัญประจำบ้าน ส่วนชั้นบนสุด ถือว่าเป็นหัวใจของหมรับ  คือขนม 5 อย่าง มีพอง ขนมลา ขนมกง (ไข่ปลา) ขนมดีซำ ขนมบ้า บางแห่งเพิ่มขนมลาลอยมัน (ขนมรังนก) เมื่อจัดอาหารสิ่งของลงในสำรับเรียบร้อย ก็จัดธงทิวรูปสามเหลี่ยมปักไว้ที่สำรับนั้นๆ การจัดสำรับจะจัดเป็นครอบครัว หรือจัดร่วมกันจัดเป็นของตระกูลต่างๆ

เฉพาะที่สมุยชาวบ้านจะทำสำรับดังกล่าวไปวัด ทั้งสองวันคือ วันแรม 1 ค่ำ ซี่งเป็นวันรับและวันแรม 15 ค่ำ ซึ่งเป็นวันส่ง โดยนำสำรับไปถวายพระที่วัดอยู่ใกล้ๆ บ้าน สำรับที่นำไปจะนำไปตั้งไว้บนสถานที่ๆ ทางวัดจัดไว้ให้สมัยก่อน เรียกว่า “หลาเปรต” เจ้าหน้าที่จะนำสายสิญจน์ มาผูกล้อมสำรับทั้งหมด ปลายสายสิญจน์ข้างหนึ่งนำให้พระสงฆ์ถือไว้ ขณะที่พระสงฆ์สวดบังสุกุล

ประเพณีกินข้าวห่อของชาวสมุย

การประกอบอาชีพของชาวสมุยในสมัยโบราณ จะเป็นการทำนา ทำสวน ทำไร่ ซึ่งอยู่ไกลบ้านพัก จะต้องนำอาหารไปรับประทานในตอนกลางวัน หรือแม้แต่การเดินทางไปทำธุระหรือเยี่ยมญาติ จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งมีระยะทางไกล ต้องข้ามห้วย ข้ามเขา หรือแม้แต่การเดินทางระยะในทะเล โดยเรือพาย เรือแจว หรือเรือใบจากอ่าวหนึ่งไปยังอีกอ่าวหนึ่ง ก็มีความจำเป็นที่จะต้องจัดอาหารไว้รับประทานในตอนกลางวัน เพื่อประกอบอาชีพ หรือเดินทางไกล เรียกว่า ข้าวห่อ ลักษณะของข้าวห่อ คือ นำข้าวสุกใส่ในใบตอง (ใบกล้วย) พร้อมด้วยกับข้าว ส่วนมากจะเป็นน้ำพริกแห้ง น้ำพริกมะขามสด ปลาเค็มทอดหรือปิ้ง บางครั้งก็จะมีอาหารแห้งอย่างอื่นๆ เช่นไข่เค็มต้ม ไข่เจียว ฯลฯ ชนิดแห้ง แล้วหากาบหมาก (ตอกหมาก) มารองอีกชั้นหนึ่ง เสร็จแล้วห่อเป็นรูปสี่เหลี่ยมกะทัดรัดนำติดตัวไป สถานที่กินข้าวห่อก็จะต้องเป็นสถานที่มีน้ำจืด มีบ่อน้ำ หรือลำธาร สรุปได้ว่าการกินข้าวห่อคือการนำอาหารไปรับประทานนอกบ้านพักอาศัย ต่อมาลักษณะของข้าวห่อได้มีการพัศฒนาขึ้น  คือ เมื่อชาวบ้านรู้จักนำใบเตย ใบตาล หรือใบมะพร้าวมาสานเป็นกระชุ (กระสอบ) มาเป็นภาชนะบรรจุข้าวห่อลักษณะของข้าวห่อก็เปลี่ยนแปลงไปบ้างแต่จะสังเกตุ เห็นว่าจะเป็นข้าวห่อด้วยกาบหมาก หรือกระชุ ก็จะมีใบตองรองรับอาหารก่อน ทั้งนี้เป็นเพราะใบตองจะทำให้ข้าวสุกและกับข้าวมีรสหอม และเมื่อรับประทานเสร็จใบตองที่รองรับอาหารสามารถทิ้งได้เลย ส่วนกระชุก็สามารถนำมาใช้ได้ในครั้งต่อไปได้การกินอาหารในสมันก่อนนั้นนิยม ใช้มือเปิบข้าวและกับข้าว นี่คือลักษณะของข้าวห่อและวิธีกินข้าวห่อของชาวสมุยในสมัยโบราณ

ครั้นนานๆ เข้าการกินข้าวห่อเริ่มเปลี่ยนแปลงมากขึ้น คือ จากการกินข้าวห่อแค่เพียงคนหรือสองคนซึ่งเป็นบุคคลในครัวเรือน ก็จะขยายเป็นการกินข้าวห่อเปฌนคณะเล็กๆ ภายในเครือญาติหรือแขกเหรื่อที่มาเยี่ยมเยีอน ภาชนะที่บรรจุอาหารก็เปลี่ยนแปลงเป็นปิ่นโต อาหารตแทนที่จะเป็นอาหารแห้งก็จะเป็นอาหารคาวชนิดต่างๆ ทั้งที่แห้งและมีน้ำ แถมยังมีอาหารหวาน ผลไม้ รวมไปด้วย สถานที่กินขาวห่อก็มักนิยมชายหาดริมทะเล หรือสถานที่ร้มรื่นริมแหล่งน้ำลำธาร โดยใช้เสื่อปูรองรับอาหารและผู้ร่วมรับประทาน ช่วงหลังนี้การกินข้าวห่อมีวิวัฒนาการมากขึ้น มีช้อนสำหรับตักอาหาร มีกระติกน้ำแข็ง และเครื่องดื่มชนิดต่างๆ เพิ่มขึ้น สถานที่กินข้าวห่อก็จัดให้มีโต๊ะเก้าอี้รองรับอาหารและผู้ร่วมเลี้ยง ซึ่งผิดเพี้ยนไปจากเดิมมาก

การกินข้าวห่อของชาวสมุยเริ่มจะมีชื่อเสียง โด่งดังมากขึ้น เมื่อมีการตัดทางสายรอบเกาะผ่านภูเขาจากบ้านละไมสู่บ้านเฉวง เมื่อปีพ.ศ.2511 สมัยนายดิลก สุทธิกลม เป็นนายอำเภอระยะทาง 3 กม. ใช้เวลาทำงาน 4 เดือนเต็ม โดยอาศัยแรงงานชาวบ้านละไม – เฉวง ตลอดเวลาปฎิบัติงานจะมีการเลี้ยงอาหารข้าวห่อแก่แรงงานชาวบ้านทุกๆ วันเป็นประจำ
เมื่อถนนสายนี้พอที่ยานพาหนะสัญจรไปมาได้ ทางฝ่ายบ้านเมืองก็เริ่มให้ความสนใจสมุยมากขึ้น และถือว่าจุดเริ่มต้นของการพัฒนาสมุยทั้งด้านการคมนาคม การท่องเที่ยว โดยเริ่มจากรัฐบาลได้ส่งนายทหารช่างมาสำรวจเส้นทาง และส่งหน่วยทหารช่าง กรป.กลางชุดที่ 14 โดยการควบคุมของ รอ.ยงยุทธ พิมพาร (ปัจจุบันยศพลโท) เป็นหัวหน้าชุด และ รท. ฝังพัฒน์ บุญเลี้ยง (ปัจจุบันยศพลเอก) ผู้ช่วยหัวหน้า นำเครื่องมือจักรกลมาทำการก่อสร้างถนนลูกรังอัดแน่นรอบเกาะสมุยสายหลัก 52 กม. สายซอย 30 กม. กว่าจนแล้วเสร็จ
และในช่วงนี้จะมีหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ อาทิ นักศึกษา วปอ. นักศึกษาวิทยาลัยการทัพบก การทัพเรือ การทัพอากาศ และคธะอื่นๆ อีกมากเดินทางมาเยี่ยมเยียนเกาะสมุย และแม้แต่คณะของ ฯพณฯ พล อ.อ.ทวี จุลทรัพย์ ฯพณฯ พลเอกเกรียงศักดิ ชมนันท์ ก็ได้ไปราชการที่เกาะสมุยหลายครั้งทุกคนจะได้รับการต้อนรับจากชาวสมุยโดยนำ อาหารข้าวห่อ (ปิ่นโต) ไปต้อนรับ ผู้ไปต้อนรับจะมีจำนวน 100 คนถึง 1,000 คน แล้วแต่แขกที่ไปเยี่ยมจะเป็นคณะเล็กหรือใหญ่

ฯพณฯ นายกชวน หลีกภัย ฯพณฯบัญญัติ บรรทัดฐาน และคณะ ส.ส.มากท่าน ก็เคยไปรับประทานข้าวห่อกับชาวบ้านมาแล้วเมื่องาน 100 ปี สมุยเมื่อ พ.ศ.2540 มีผู้ใหญ่ของบ้านเมืองหลายท่าน กล่าวกับผู้เขียนว่า “การกินอาหารตามเหลา ตามภัตตาคาร จะได้แต่เพียงรสอาหาร แตการกินข้าวห่อกับชาวบ้านได้ทั้งรสอาหารพื้นบ้านและอาหารรน้ำใจซึ่งถือว่า วิเศษยิ่ง” จึงพูดได้ว่าประเพณีกินข้าวห่อของชาวสมุย ก็สามารถสร้างสมุยให้เจริญได้เหมือนกัน จึงอยากของร้องพี่น้องชาวสมุยว่า ขอให้ช่วยกันรักษาประเพณีกินข้าวห่อ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ดีงามและดียิ่งเอไว้คู่กับชาวสมุยสืบไป

ประเพณีลอยกระทง ของเกาะสมุย

ประเพณีลอยกระทงเป็นประเพณีของไทยที่สืบกันมา แต่สมัยโบราณตั้งแต่สุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งเป็นประเพณีของชาวไทยทางภาคเหนือซึ่งทุกท่านก็คงได้ทราบในรายละเอียด ถึงความเป็นมาประวัติ ขั้นตอนการปฎิบัติของประเพณีอย่างดี

การลอยกระทงของชาวสมุยเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2507 เป็นครั้งแรกโดยท่านพระครูศรีธวัชคุณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดบ่อสุขารามในขณะนั้น ปัจจุบันพระหลวงจาอนิวตตโกเจ้าอาวาสวัดบ่อพุทธปญญากรุงเทพมหานครได้จัดให้มี การลอยกระทงขึ้นที่คลองบางทา ซึ่งอยู่ในบริเวณวัด มีแอ่งน้ำขนาดใหญ่พอประมาณเชื่อมต่อกับทะเล และอยู่ใกล้ชุมชนบ่อผุด การจัดขึ้นครั้งแรกได้รับความสนใจจากชาวสมุยเป็นอย่างมากมีรูปแบบของกระทง ที่สวยงาม โดยพระครูเจ้าอาวาสได้ทำรูปแบบกระทงของทางภาคเหนือและคิดประดิษฐ์รูปแบบขึ้น ใหม่ตามความสามารถของผู้ประดิษฐ์ ท่านจัดประเพณีนี้อยู่หลายปี จนเป็นที่นิยมแพร่หลายในอำเภอเกาะสมุย และถือเป็นประเพณีที่สำคัญอีกประเพณีหนี่ง

ประเพณีลอยกระทงจะจัดให้มีขึ้นในวันเพ็ญเดือน 12 ค่ำ 15 ค่ำ ซึ่งเป็นวันที่น้ำทะเลหนุนเต็มที่ น้ำขึ้นล้นฝั่งคลื่นลมสงบการลอยกระทงในวันนี้จึงเป็นภาพที่สวยงามยิ่ง ปัจจุบันการลอยกระทงของชาวสมุย มีการจัดแพร่หลายไปทั่วทุกตำบล แต่ที่จัดยิ่งใหญ่จะมีที่พระใหญ่เกาะฟาน บ้านปลายแหลม ตำบลบ่อผุด ที่ตลาดหน้าทอน บริเวณตึกกาญจนาภิเษก ใกล้สะพานเทียบเรืออำเภอเกาะสมุย การจัดพิธีที่พระใหญ่เกาะฟานจะจัดให้มีมหรสพแสดง ประกวดนางนพมาศ ส่วนท้องถิ่นอื่นๆ ก็จะมีการจัดกันเพียงเล็กน้อย โดยจะจัดกระทงแล้วนำไปลอยในสระน้ำหรือริมคลอง ริมทะเล ปัจจุบันโรงแรมใหญ่ๆ ที่มีสระน้ำในบริเวณโรงแรมนิยมจัดกระทงให้แขกฝรั่งที่มาพักได้จัดลอยกระทง ด้วยกัน ซึ่งถือว่าเป็นการส่งเสริมแพร่หลายวัฒนธรรมของไทยให้ชาวต่างชาติได้เห็น จึงถือว่าประเพณีลอยกระทงจะกลายเป็นวัฒนธรรมของชาวสมุยต่อไปอีกประเพณีหนึ่ง

งานวันปีใหม่

ธันวาคม – 1 มกราคม ถือว่าเป็นปีใหม่สากล เฉพาะชาวสมุยนิยมนำของขวัญไปมอบให้ผู้สูงอายุหรือผู้ที่เคารพนับถือเพื่อขอ พรจากท่าน บางแห่งจะมีพิธีตักบาตรในวนที่ 1 มกราคมมีการกล่าวอวยพรแก่กัน เช่นสมภารเจ้าอาวาส กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวอวยพรแก่ชาวบ้านและลูกบ้านพระสงฆ์เจริญมงคลคาถาเพื่อเป็นศิริมงคลแก่ ทุกๆ คนและมีการกล่าวอภัยในสิ่งบกพร่องหรือการคิดในทางที่ไม่เป็นมงคลต่อกันในปี ที่ผ่านมา เป็นเสร็จพิธี
งานวันสงกรานต์เป็นประเพณีของชาวภาคเหนือ – ภาคกลาง ชาวสมุยได้นำมาเนแบบอย่างมาจัดซึ่งเป็นพิธีที่ไม่ยิ่งใหญ่นักดังเช่นภาค เหนือ ภาคกลาง ไม่มีการแห่นางสงกรานต์ ซึ่งมีขบวนแห่สัตว์ตามปี สัตว์ที่เป็นพาหนะของนางสงกรานต์แต่อย่างใด

ชาวสมุยจะจัดพิธีนี้อย่างเรียบง่าย โดยที่การรดน้ำคนชรา ให้ของขวัญ ของใช้ตามสมควร มีการสรงน้ำพระพุทธรูป พิธีนี้จะจัดในวันเดือนทางจันทรคติ คือจัดในเดือนเมษายน ส่วนวันใดจะจัดตามปฎิทินที่ทางราชการกำหนด พิธีรดน้ำสังข์ คู่บ่าว – สาว พิธีนี้สมัยก่อนไม่เคยมีในเกาะสมุย เพิ่งจะมีประมาณ 10 – 15 ปีมานี้ แต่จะมีเพียงคู่บ่าว – สาวบางคู่ ไม่ได้มีทั่วไป พิธีนี้เป็นพิธีพราหมณ์ แต่ได้นำมาประยุกต์เป็นของพุทธโดยในพิธีจะนิมนต์พระสงฆ์มาประกอบพิธีให้ มีการสวมมงคลแฝด สวดชัยมงคลคาถา โปรยข้าวตอก ดอกไม้ ประพรมน้ำพระพุทธมนต์คู่บ่าวสาวบางคู่ ก็จัดพิธีแบบเมืองใหญ่ มีการจัดโต๊ะหมู่ รดน้ำสังข์ มีการเจิม มีประธานประกอบพิธี และแขกเหรื่อในงานรดน้ำสังข์ อวยพรแก่คู่บ่าว – สาว

ประเพณีที่ชาวสมุยสร้างขึ้นใหม่

งานวัดลางสาด และของดีเมืองสมุย

เป็นประเพณีทีจัดขึ้นใหม่ โดยความริเริ่มของสุขาภิบาลอำเภอเกาะสมุย (เทศบาลปัจจุบัน) ร่วมกับสภาวัฒนธรรมอำเภอเกาะสมุย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมประพเณี และส่งเสริมแนะนำของดีที่มีในสมุย อาทิ พืชผลทางการเกษตร งานจัดทำอาหาร งานจักสาน การกวนยาหนม การแสดงซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว งานนี้เริ่มจัดมา 3 ปี คือตั้งแต่ปี 2540 กำหนดวัน เดือน ปี ที่จัดจะจัดในเดือนกันยายนของทุกปีเพราเดือนกันยายน จะเป็นเดือนที่ผลไม้เกือบทุกชนิด จะออกสู่ตลาด โดยเฉพาะ ลางสาด เงาะ มังคุด ทุเรียน ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจของเกาะสมุย ในงานนอกจากจะทำผลไม้ดังกล่าวมาโชว์ในงานยัง มีกิจกรรมอื่นๆ อีกมาก อาทิ การทำอาหารของกลุ่มแม่บ้านของเกาะสมุย ทุกตำบล การกินข้าวห่อ การแสดงวิถีชีวิตของชาวสมุย การออกร้านของหน่วยงานต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชนมีการแสดงของนักเรียนและกลุ่มแม่บ้าน การจัดแสดงศิลปะมวยไทย มีวงดนตรี หนังตะลุงศิลปะภาคใต้ ฯลฯ อีกมากงานนี้คิดว่าต่อไปจะกลายเป็นวัฒนาธรรมของชาวสมุยอีกงานหนึ่ง